เนอสเซอรี่ คืออะไร เลือกอย่างไร ให้ปลอดภัยต่อลูกน้อย

เนอสเซอรี่ คืออะไร เลือกอย่างไร ให้ปลอดภัยต่อลูกน้อย

Table of Contents

เนอสเซอรี่ คืออะไร

เป็นที่รู้จักในเมืองไทยว่า เป็นการเตรียมอนุบาล ก่อนวัยเข้าโรงเรียนจริง เป็นสถานที่สำหรับ รับเลี้ยงเด็กอ่อน เด็กที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ เด็กเล็ก ที่ยังช่วยเหลือตัวเองยังไม่ได้มากที่ควร 

มีกิจกรรมต่างๆ ที่ช่วยเสริมทักษะ ให้กับเด็กๆ เพื่อพัฒนาการที่ดีขึ้น ได้ฝึกการอยู่ร่วมกับเด็กคนอื่นๆ การเข้าสังคมตั้งแต่เยาว์วัย การเลือกเนอสเซอรี่ จึงมีความจำเป็นมาก เพราะลูกๆมาใช้เวลาอยู่ที่สถานที่แห่งนี้ เปรียบเสมือนบ้านหลังที่ 2 เลยละค่ะ

ทำไมต้องรู้จักเนอสเซอรี่

ก่อนอื่นก็ต้องขอเกริ่นก่อนนะคะว่า สังคมบ้านเมืองเราในประเทศไทย ได้เปลี่ยนไปมาก จากแต่ก่อนผู้หญิงอยู่กับเหย้า เฝ้าแต่เรือน ดูแลบ้าน และลูกได้ด้วยตัวเอง เพราะ ไม่ได้ไปทำงานนอกบ้าน จึงมีเวลา สามารถเลี้ยงดูลูกน้อยเองได้ 

ส่วนปัจจุบันนั้น ผู้หญิงนั้น เริ่มมีบทบาทในการทำงานนอกบ้านมากขึ้น เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระ ค่าใช้จ่ายในครอบครัวที่เพิ่มขึ้น ตามจำนวนเงินที่เฟ้อขึ้นทุกวัน เพื่อให้ครอบครัวแข็งแรง มีพื้นฐานการเงินที่ดี หาเงินเข้าบ้านสองคน ช่วยเหลือกัน เท่ากับคุณภาพชีวิตครอบครัวก็ดีขึ้น

จึงเกิดสถานที่ รับเลี้ยงเด็ก ที่เรียกกันว่า เนอสเซอรี่ขึ้นมา เพื่อเป็นทางเลือกให้กับครอบครัวยุคใหม่ ที่ไม่มีเวลาดูแลลูกด้วยตัวเอง

เรามาดู เทคนิค การ เลือก เนอสเซอรี่ อย่างไร ให้ปลอดภัยต่อลูกน้อยกันค่ะ

1.ค่าใช้จ่าย

ตรงนี้ก็ต้องขอบอกไว้ก่อนว่า เราต้องเช็กดูว่า เรามีกำลังจ่ายเท่าไหร่ เลือกให้เหมาะสม ไม่ให้หนักจนเกินไป 

2.สถานที่ตั้ง

เลือกที่ทำเลใกล้บ้าน หรือใกล้ที่ทำงานของคุณพ่อคุณแม่กันนะคะ ที่เป็นเส้นทางเดียวกัน เวลาไปรับไปส่งจะได้ สะดวกทั้งพ่อแม่ลูกค่ะ

3.ความปลอดภัย

เช็กตั้งแต่หน้าประตูโรงเรียน มีการรักษาความปลอดภัยอย่างไร มีทางหนีไฟหรือไม่ มีระบบตรวจจับควันไฟไหม สนามเด็กเล่น มีการเช็กความปลอดภัย การติดตั้งของของเล่นหรือเปล่า มีของเล่นแบบไหน ปลอดภัยหรือไม่ ที่สำคัญคือ มีกล้องวงจรปิด ทั้งภายนอก ภายในอาคารหรือไม่ เพื่อความอุ่นใจ ว่าเราสามารถตรวจสอบ ดูลูกเราผ่านกล้องได้แบบเรียลไทม์ ณเวลานั้นเลย และสามารถดูย้อนหลังได้ เผื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝัน มีห้องรักษาพยาบาล ที่ครบถ้วนหรือไม่ และที่สำคัญ หากเป็นห้องแอร์ มีเครื่องฟอกอากาศ ไหม เพื่อลดความเสี่ยง ที่ลูกของเราะจะได้รับโรคติดต่อทางระบบทางเดินหายใจ ตรวจเช็กว่า สถานที่แห่งนี้ ได้รับใบรับรอง ใบอนุญาต ประกอบกิจการ รับเลี้ยงเด็ก และควรเช็คว่ามีการต่ออายุ ทุกปีหรือไม่

4.บุคลากร

ตรวจเช็กดูโหวงเฮ้ง บุคคลากรที่จะมาดูแลลูกแทนเรากันหน่อย ทั้งกริยา มารยาท การพูดการจา เป็นแบบไหน มีจำนวนเท่าไหร่ เพียงพอต่อการดูแลเด็กทั้งชั้นหรือไม่ เป็นคนรักเด็ก ใจเย็นไหม มีประวัติเป็นมายังไง ไม่มีประวัติอาชญากรรมมาก่อน ไม่มีโรคติดต่อ มีความรู้ และได้รับการอบรม ในการดูแลเด็กมาก่อน ถ้าเป็นไปได้ ควรได้รับการอบรม หลักสูตร การช่วยชีวิตและการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

5.นโยบายการดูแลรับเลี้ยงเด็ก

เหตุผลที่ต้องรู้นโยบาลของสถานที่เลี้ยงเด็ก แห่งนี้ ก็เพื่อที่เราจะได้ เช็กให้ตรงใจว่า เนอสเซอรี่แห่งนี้ มีนโยบายตรงตามความต้องการของคุณพ่อคุณแม่หรือเปล่า เช่น มีการสนันสนุน การทานผลไม้แทนของหวาน มีการสนับสนุน การให้เด็กมีกิจกรรมร่วมกันกับเพื่อนๆ หรือสนับสนุนการให้นมแม่ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวล เราสามารถสอบถามจากเนอสเซอรี่ได้โดยตรง

6.การดูแลสุขภาพเด็ก

หากทางเนอสเซอรี่มีการสอนเด็กให้รู้จักการล้างมือ บ่อยๆ ก่อนทานอาหาร การทิ้งขยะให้เป็นที่เป็นทาง และลงถังเท่านั้น เพื่อให้สถานที่แห่งนั้น ปลอดเชื้อโรค สะอาด การสอนเด็ก หากเด็กกำลังเดินอยู่ ก็มีการสอนให้รู้จักรอ หาที่นั่งทานอาหารว่าง ทานอาหารเฉพาะจุดที่กำหนด  เพื่อความปลอดภัยที่เด็กจะทานไปเล่นไป แล้วเกิดการสำลัก หรือได้รับเชื้อโรคระหว่างการเล่นไปทานไปอีกด้วย การเปลี่ยนผ้าอ้อม การเช็ดน้ำมูกน้ำลาย การอาเจียนของเด็ก มีการสังเกตุอาการเจ็บป่วยของเด็ก และแยกเด็กป่วยออกมา หรือไม่ให้มาเรียน เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ เพื่อเรียกผู้ปกครองมารับเด็กกลับบ้าน หรือในสถานการณ์ฉุกเฉินหากเด็กมีอาการเจ็บป่วยเฉียบพลัน ทางโรงเรียน มีระบบการนำส่งเด็ก ไปตรวจที่โรงพยาบาล ได้ทันที โดยไม่ต้องรอผู้ปกครองได้หรือไม่ 

7.อาหารถูกสุขลักษณะ

ห้องครัวที่สะอาด แม่ครัวที่คำนึงถึงเด็ก ห้องทานอาหาร ที่ถูกสุขลักษณะ อาหารมื้อเล็ก มือใหญ่ หรือของว่าง ก็ควรคำนึงถึง สารอาหารที่ครบถ้วน ตามหลักโภชนาการ และดูน่ารับประทานอีกด้วย เพื่อให้ลูกน้อยทานอาหารได้เยอะ ได้รับคุณค่าจากอาหาร

สิ่งที่ควรถามเพิ่มเติมจากเนอสเซอรี่

เมื่อคุณพ่อคุณแม่ ได้เลือก เนอสเซอรี่ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งต่อมาที่ควรไถ่ถามทางเนอสเซอรี่ ก็คือ

1.หลักสูตรและกิจกรรม

ตลอดทั้งวัน ลูกของเราจะได้รับการสอน เรียนรู้ และทำกิจกรรมอะไรบ้าง เช่น มีการสอนร้องเพลง มีกิจกรรมไปท่องเที่ยวนอกสถานที่ มีการสอนเรื่องการอยู่ร่วมกับเพื่อนๆคนอื่นๆ

2.เป้าที่กำหนดให้เด็กเรียนรู้

ข้อดี การมีเป้าให้เด็กเรียนรู้เป็นสิ่งที่ดี แต่หากทางเนอสเซอรี่ มีเป้าในการให้เด็กเรียนรู้จนมากเกินไป และออกแนวเข้มงวดในด้านนี้แล้ว เด็กอาจจะไม่ชอบใจนัก และกลายเป็นความเครียดสะสมได้ เราควรมองหาเนอสเซอรี่ ที่มีเป้าในการอยู่ร่วมกัน กับเพื่อนๆวัยเด็กของเค้า การทำกิจกรรมต่างๆที่ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้เรื่องการให้ การให้เด็กได้เรียนรู้ สิ่งที่เรียกว่า ทักษะการเข้าสังคม จะดีกว่า

3.กิจกรรมประจำวัน

หากกิจกรรมประวันมีอะไรบ้าง ส่วนมากทางเนอสเซอรี่ ก็จะมีแผน มาให้พ่อแม่ได้ดูเลย ว่าแต่ละวัน มีกิจกรรมอะไร ทำอะไรบ้าง เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้อะไร และเราควรมองหาเนอสเซอรี่ ที่เค้ามีกำหนดกิจกรรมยามว่าง เพื่อให้ลูกน้อยของเรามีเวลาว่าง ได้ทำในสิ่งที่เค้าอยากจะทำ เล่นตามใจชอบของเค้าบ้าง นั่นเอง เพื่อให้เค้าได้เรียนรู้ คำว่า อิสระ ในกิจกรรมที่เค้าสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง 

ปัญหาที่พบ ลูกร้องไห้ทุกวัน เมื่อเข้าเนอสเซอรี่

ช่วงแรก ที่ลูกของเราต้องเข้าไปอยู่ต่างที่ ต่างถิ่น และไม่เจอหน้า พ่อแม่ของเค้าเลย เป็นธรรมดาที่เด็กทุกคน จะร้องไห้ เพราะคิดถึงพ่อแม่ และยังปรับตัวไม่ได้ เค้าต้องไปสู่สถานที่ใหม่ๆ พบเจอคนแปลกหน้า และเพื่อนๆที่เค้ายังไม่รู้จัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กที่อายุเกิน 2 ขวบ จะปรับตัวได้ยากกว่าเด็กเล็กๆ ขอให้คุณพ่อคุณแม่ อดทน ปลอบใจเค้าทุกวัน ให้เวลาเค้าได้เรียนรู้ โดยประมาณ ไม่เกิน 1 สัปดาห์ เด็กๆ จะเริ่มคุ้นเคย และปรับตัวได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ในสัปดาห์ที่ 2 เป็นต้นไป

สิ่งสำคัญที่สุด เมื่อพ่อแม่พาลูกน้อยเข้าเนอสเซอรี่ ในช่วงแรกนั้น ควรมารับลูกให้ตรงเวลา อย่างสม่ำ เสมอ ไม่เกิน 5-6โมงเย็น และไม่ควรปล่อยให้ลูก อยู่รอพ่อแม่ มารับกลับบ้านเป็นคนสุดท้าย จะทำให้เด็ก รู้สึก กลัว รู้สึกไม่ปลอดภัย ได้ จะกลายเป็นปมในจิตใจของเค้าได้

นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่ ควรสรรหาคำพูดดีๆ คำพูดในแง่บวก ที่มีต่อ เนอสเซอรี่ ให้เด็กๆฟังเสมอ เช่น ไปเรียนที่เนอสเซอรี่ จะทำให้ลูกเก่งขึ้น จะทำให้ลูกมีเพื่อนมาก จะทำให้ลูกเติบโตได้เร็ว จะทำให้ลูกสนุกสนาน มีเรื่องมาเล่าให้พ่อแม่ได้ฟังทุกวัน หลีกเลี่ยงการพูดในเชิงลบ การขู่ลูก ด้วยเนอสเซอรี่

จะช่วยให้เค้ากลายเป็นเด็กที่คิดบวก มีมุมมองที่ดีต่อเรื่องราวใหม่ๆ สถานที่ใหม่ๆ เอามากๆ เค้าจะเติบโตแบบคนกล้าหาญ ไม่หวาดกลัวสิ่งใด ทั้งหมด ทั้งมวลนี้ มาจากคำพูดของพ่อแม่นั่นเองค่ะ

สัญญาณที่บ่งบอกว่าลูกถูกทำร้าย และวิธีแก้ไขปัญหา

ไม่มีใครอยากให้เกิดสิ่งนี้ กับลูกของเรา หรือลูกของใครกันนะคะ เราในฐานะคุณพ่อคุณแม่ ควรหมั่นพูดคุย สอบถามลูกเป็นประจำว่า วันนี้ทำอะไรมาได้ ได้เล่นกับเพื่อนหรือเปล่า มีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นบ้าง และสังเกตุเนื้อตัวของลูก ว่ามีรอยเขียว รอยช้ำเกิดขึ้นตรงไหนหรือเปล่า

เรามาดูสัญญาณเตือนกันนะคะว่ามีอะไรบ้าง

1.โผเข้ากอดพ่อแม่ และร้องไห้ทันทีที่เห็นหน้า หรือกลับมาร้องไห้ที่บ้าน เพราะตอนอยู่ต่อหน้าคุณครูไม่กล้าร้อง ให้เราตั้งข้อสังเกตุก่อนว่ามีเหตุการณ์ไม่ปกติเกิดขึ้นกับลูก รีบถามไถ่ลูก ให้ลูกค่อยๆพูดคุยให้ฟัง

2.จากปกติที่ลูกเป็นเด็กร่าเริง แต่กลายเป็นเงียบ ไม่สนุกสนานเหมือนเดิม และลูกดูมีความหวาดกลัว ไม่อยากไปเนอสเซอรี่ ร้องไห้งอแงไม่อยากไป ให้รีบถามลูกถึงเหตุผล ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเค้าถึงไม่อยากไปในถ้อยคำที่เบาๆ เพื่อให้เค้ามีสติที่สามารถตอบเราได้ เล่าให้เราฟังได้

3.หากลูกดูเป็นเด็กขี้ตกใจ งอแงง่าย มีพัฒนาการที่ช้า ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็นตามวัย เราควรรีบสังเกตุ และหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร

4.หากพบรอยเขียวช้ำตามตัว ทั้งด้านนอก และในร่มผ้า และลูกดูเงียบผิดปกติ เราควรรีบหาสาเหตุ อย่ารีรอค่ะ

วิธีแก้ไขปัญหานั้น

หากเกิดเหตุการณ์ที่ลูกถูกทำร้าย ให้เราถ่ายรูปร่องรอยที่ถูกทำร้ายเก็บไว้ เรารีบพาลูกไปตรวจร่างกาย ให้แพทย์เช็กความผิดปกติ และเก็บหลักฐานทางการแพทย์เอาไว้ เพื่อเข้าไป สอบถามทางเนอสเซอรี่ ขอตรวจสอบกล้องวงจรปิดย้อนหลัง และของทางเนอสเซอรี่ช่วยเหลืออย่างเต็มที่เพื่อ ตรวจสอบหาสาเหตุของเรื่องนี้ 

หรือเราอาจจะสืบเพิ่มเติมด้วยจากวิธีแก้ไขปัญหาข้างต้น ด้วยการสอบถามเด็กๆที่เป็นเพื่อนด้วยกัน สอบถามจากคุณครู หรือสอบถามจากผู้ปกครองท่านอื่นๆ และเก็บหลักฐาน พยานเอาไว้ให้ครบถ้วน และควรติดต่อแจ้งผู้บริหารเนอสเซอรี่ ให้เร่งตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ด้วย

หากลูกบาดเจ็บหนัก ควรรีบแจ้งเจ้าหนาที่ตำรวจ หรือศูนย์ดำรงธรรม หรือมูลนิธิคุ้มครองเด็ก ให้เข้ามาดูแลด่วน

และรีบย้ายลูกออกจากเนอสเซอรี่นี้ทันที เพื่อป้องกันลูกถูกทำร้ายอีก

ทั้งหมดนี้ คือสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้

เพื่อที่จะได้เนอสเซอรี่ เลือกอย่างไร ให้ปลอดภัยต่อลูกน้อย เพราะคนที่เลือกเนอสเซอรี่ให้กับลูกค้าก็คือเราเอง เราจึงหาความรู้ดีๆแบบนี้ เพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจในการเลือกสถานที่เลี้ยงลูกแทนเรา เพื่อให้ลูกเราได้มีความพร้อมก่อนวัยเข้าโรงเรียนจริงๆ เมื่อเราเลือกเฟ้นเนอสเซอรี่อย่างดีแล้ว ก็จะช่วยลดปัญหาที่จะเกิดขึ้น ที่กล่าวไปข้างบนได้เป็นอย่างมาก และทำให้คุณพ่อคุณแม่ ทำงานหาเงินอย่างสบายใจ อุ่นใจว่าลูกจะได้รับการพัฒนาการอย่างเต็มที่ ได้เจอเพื่อนดีๆ คนดีๆดูแล สบายใจหายห่วงเลยละค่ะ ราคาที่เหมาะสม ในการเข้าเนอสเซอรี่ อยู่ในช่วง 8,100บาท

เครดิตรูป
pixabay

pexel

อ่านต่อที่ แปรงฟันแห้ง ดีอย่างไร พร้อมขั้นตอนการแปรง 2022

Credit : ที่พัก , เสริมสวย , สัตว์เลี้ยง , ต้นไม้ , แฟชั่นผู้หญิง , เครื่องสำอาง

เว็บตรงสล็อต

Recent Posts
Main Menu
Tags
Fico (1) Homeschool (1) การ์ตูน (1) ของเล่น (1) ของเล่นเด็ก (1) ของใช้สำหรับเด็ก (19) คาร์ซีท (2) คาเฟ่เด็ก (1) คู่มือแม่ลูกอ่อน (25) ค่าเทอมไม่แพง (3) จุกนม (1) ตัวต่อเลโก้ (1) ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด (1) ทรงผมลูกชาย (2) ทารก (1) ทิชชู่เปียก (1) ที่เรียนพิเศษ (1) นมผง (1) ประกันสุขภาพ (1) ประกันสุขภาพเด็ก (1) ผ้าอ้อม (1) ฝึกว่ายน้ำ (1) พัฒนาการทารกในครรภ์ (1) พัฒนาการเด็ก (25) ราคาถูก (1) วันจันทร์ (1) สนามเด็กเล่น (1) ฮาร์เบอร์แลนด์พัทยา (1) เด็กเล็ก (1) เด็กแรกเกิด (1) เตรียมอนุบาล (1) เนอสเซอรี่ (2) เรียนภาษาอังกฤษ (1) เสริมสร้างพัฒนาการ (1) แปรงฟันแห้ง (1) แปรงสีฟันเด็ก (1) แพมเพิส (1) แพมเพิสแบบเทป (1) โรงเรียนนานาชาติ (1) โรงเรียนประถม (1) โรงเรียนสอนว่ายน้ำเด็ก (1) โรงเรียนอนุบาล (3) โรงเรียนอนุบาลกรุงเทพ (1) โรงเรียนอนุบาลชื่อดัง (1) โรงเรียนและการศึกษา (11)